ประวัติความเป็นมา

                 

ประวัติความเป็นมา
  
          ศาสนาคริสต์เป็นศาสนา 1 ในบรรดา 3 ศาสนาของศาสนาโลก คำว่า Christ มาจากภาษาโรมันว่า Christius และคำนี้ก็มาจากภาษากรีกอีกต่อหนึ่ง คือคำว่า Christos  ซึ่งแปลมาจากคำว่า เมสสิอาห์ (Messiah) ในภาษาฮิบรู
   
          คำว่า เมสสิอาห์ แปลว่า พระผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัย หรือพระผู้ช่วยให้รอดคือรอดพ้นไม่ตกนรกจากคำพิพากษาในวันตัดสินโลก หรือเมื่อว่าโดยความหมาย เมสสิอาห์ก็คือตัวแทนของพระเจ้าบนพื้นพิภพนั่นเอง ดังนั้นคำว่า Christ จึงเป็นศัพท์สูง ดุจคำว่า Prophet ศาสดาพยากรณ์ หรือประกาศกในศาสนายิว และตรงกับคำว่า นบี ในศาสนาอิสลามนั่นเอง
   
          ศาสนาคริสต์เกิดในปาเลสไตน์ เมื่อ พ.ศ. 543 โดยคิดตามปีเกิดของพระเยซูผู้เป็นศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว เพราะศาสนาคริสต์ก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกับศาสนายิว คือพระเยโฮวาห์ อีกทั้งได้รับคัมภีร์พันธสัญญาเดิม (Old testament) แม้พระเยซูเองก็ไม่เคยประกาศตั้งศาสนาคริสต์มีแต่บอกว่าท่านนับถือศาสนายิว การที่ท่านเที่ยวสั่งสอนธรรมต่างๆ แตกออกไปบ้างก็เพื่อให้ศาสนายิวสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ดังที่พระเยซูกล่าวว่า1 อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยแพร่พระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการŽ ส่วนคำว่าศาสนาคริสต์เพิ่งเกิดขึ้นและนำมาใช้หลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว กล่าวคือสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ท่านถูกรบกวนล้างผลาญโดยประการต่างๆ จากพวกหัวเก่าที่นับถือศาสนายิว จนในที่สุด พระเยซูก็ถูกประหารชีวิต โดยถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน เรื่องนี้ทำให้พวกสาวกและผู้นับถือพระเยซูโกรธเคืองมาก ทั้งทำให้คนทั้งหลายเห็นใจพระเยซูที่ไม่ผิดแต่กลับต้องมาสังเวยชีวิตเพราะพวกอธรรม อีกทั้งได้ฟังข่าวอภินิหารของพระเยซูคืนชีพ ทำให้เกิดศรัทธาจึงพากันเรียกการนับถือพระเยซูว่าเป็นศาสนาใหม่ แยกตัวออกจากศาสนายิว และตั้งชื่อศาสนาใหม่ว่า ศาสนาคริสต์โดยเซนต์ปอล เป็นผู้ตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นศาสนาคริสต์จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์บังคับให้จำต้องตั้งศาสนา
   
          ศาสนาคริสต์ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ เจริญเติบโตแพร่หลายไปได้น้อยมากเพราะมีผู้คอยขัดขวางทำลายล้าง พระเยซูเอง ก็มีเวลาเป็นศาสดาเพียง 3 ปีเท่านั้นก็สิ้นชีพเพราะถูกตรึงไม้กางเขน ศาสนาคริสต์เพิ่งมาเจริญเติบโตหลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว โดยการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังของเหล่าสาวกและศาสนิก แล้วความสำเร็จก็มาถึง เมื่อพระเจ้าคอนสแตนติน ทรงเลื่อมใส ทรงให้ความอุปถัมภ์ศาสนาคริสต์ทุกอย่าง จนได้นามว่าพระเจ้าอโศกแห่ง ศาสนาคริสต์ เช่น ทรงสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์หลังแรกถวาย ทรงพระราชทานที่ดินและทรัพย์สินมากมายให้ศาสนาคริสต์ ทรงออกกฎหมายมิลานในปี พ.ศ. 856 ให้วังวาติกัน เป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง จัดเก็บภาษีเอง ไม่ขึ้นกับบ้านเมือง ทางบ้านเมืองจะเข้าไปแทรกแซงในศาสนจักรไม่ได้ ให้สันตะปาปามีอำนาจเท่าราชา และทรงยกย่องสันตะปาปาให้มีอำนาจเหนือศาสนจักรทั้งปวง ทรงจัดประชุมสันนิบาตศาสนาคริสต์ทั้งหมดขึ้นเป็นครั้งแรdทรงนำไม้กางเขนมาเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ และในปี พ.ศ. 868 ทรงออกกฎหมายให้ทุกคนมีศรัทธาทางการ คือนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้นจึงจะถูกต้อง

          ดังนั้น ตั้งแต่ พ.ศ. 868-1597 ศาสนาคริสต์จึงได้เจริญเติบโตขนานใหญ่ จากศาสนาประจำชาติของประเทศอิตาลีกลายมาเป็นศาสนาประจำชาติของทุกประเทศในทวีปยุโรป และต่อมาได้ขยายไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และทวีปออสเตรเลียด้วย และตั้งแต่ พ.ศ. 1597-2060 สันตะปาปาหรือโป๊ปได้มีอำนาจสูงสุดยิ่งกว่าพระราชา ไม่มีใครทัดทานอำนาจได้จนสามารถแต่งตั้งและถอดถอนพระราชาก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะถือว่าสันตะปาปา เป็นตัวแทนของพระเจ้าบนพื้นพิภพ ส่วนพระราชาเป็นเพียงผู้แทนคนในประเทศนั้นๆ เท่านั้น

          แต่แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2060 ศาสนาคริสต์ก็เริ่มชะงักเพราะฝีมือของมาร์ติน ลูเธอร์ กล่าวคือมาร์ติน ลูเธอร์ เป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ชาวเยอรมนี เกิดในประเทศเยอรมันนี เมื่อวันที่10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2026 ที่เมืองไอสเลเบน (Eisleben) นครแซกโซนี (Saxony) ครั้นถึง พ.ศ. 2048 ได้ออกบวชและในปี พ.ศ. 2054 ได้ไปเฝ้าสันตะปาปาที่วังวาติกัน ได้เห็นที่อยู่ของพระหรูหรา และมีความเป็นอยู่อย่างฟุ้งเฟ้อ ผิดสมณวิสัย ทั้งซ้ำเติมด้วยความเศร้าใจที่ทราบว่า สันตะปาปาเลโอที่ 10 ปรารถนาจะสร้างโบสถ์หลังใหม่ให้ใหญ่กว่าและวิจิตรกว่าโบสถ์ที่เคยมีมา โดยได้ออกใบไถ่บาปขาย เพื่อหาเงินมาสร้างโบสถ์เซ็นต์ปีเตอร์หลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2058 ใครที่ซื้อใบไถ่บาปแล้ว สามารถล้างบาปได้ทันทีมิต้องมาล้างบาปกับพระ และยิ่งซื้อไว้มากก็ไถ่บาปได้มาก หรือยังไม่มีบาปจะซื้อไว้ก่อนก็ได้ หากทำบาปต่อไปก็จะได้ไถ่บาปเช่นกัน มาร์ติน ลูเธอร์หมดความอดทน เห็นว่าโป๊ปว่าเอาเองทั้งนั้น ไม่มีในคัมภีร์ จึงได้ทำการคัดค้านเป็นการใหญ่และชี้แจงว่า คำสั่งสอนที่แท้จริงของพระเยซูเป็นอย่างไร มาร์ติน ลูเธอร์ ทำงานอย่างรวดเร็วเพราะมีการศึกษาดี ทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จนเป็นเหตุให้เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2060

แหล่งที่มา   http://www.baanjomyut.com/library/christianity/12.html

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s